มูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่
ACTION ON SMOKING AND HEALTH FOUNDATION
Press Release
ศูนย์ข่าว มูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่
วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 2569
วันที่ข่าวตีพิมพ์ : สามารถเผยแพร่ได้ทันที
เครือข่ายครูเพื่อโรงเรียนปลอดบุหรี่ จัดเวทีเชิดชูเกียรติ มอบโล่ “โรงเรียนต้นแบบปลอดบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า”
เผยผลวิจัยชัด มาตรการเชิงระบบช่วยเซฟเด็กไทย ลดโอกาสการสูบได้จริงถึง 45%
(1 กรกฎาคม พ.ศ. 2569) เครือข่ายครูเพื่อโรงเรียนปลอดบุหรี่ มูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ ร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.), จัดงานเวทีเชิดชูเกียรติและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ “การขับเคลื่อนงานจุดจัดการเพื่อโรงเรียนและเด็กไทยปลอดบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า”เพื่อหนุนเสริมศักยภาพครูผู้บริหาร ยกระดับสถานศึกษาให้เป็นพื้นที่ปลอดภัย พร้อมมอบโล่ประกาศเกียรติคุณแก่โรงเรียนและครูผู้ขับเคลื่อนงานดีเด่นจากทั่วประเทศ ย้ำ “โรงเรียนปลอดบุหรี่” คือวาระเร่งด่วน ไม่ใช่งานเสริม
นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ประธานในการมอบรางวัลประกาศเกียรติคุณ และกล่าวมอบนโยบาย “การป้องกันและแก้ไขปัญหาบุหรี่/บุหรี่ไฟฟ้า ของนักเรียนนักศึกษาในสถานศึกษา” เปิดเผยว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดของบุหรี่ไฟฟ้าในกลุ่มเด็กและเยาวชนในปัจจุบัน ถือเป็นเรื่องท้าทายและเป็นภัยคุกคามต่อสุขภาวะรวมถึงพัฒนาการของนักเรียนนักศึกษาเป็นอย่างยิ่ง กระทรวงศึกษาธิการจึงให้ความสำคัญสูงสุดในการยกระดับมาตรการควบคุมและป้องกันภายในสถานศึกษาอย่างเข้มงวด โดยมุ่งเน้นการสร้างความตระหนักรู้ การจัดสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย และการบูรณาการความร่วมมือระหว่างผู้บริหาร ครู ผู้ปกครอง และชุมชน เพื่อร่วมกันเฝ้าระวังไม่ให้บุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้าเข้ามาทำลายอนาคตของเด็กไทย อีกทั้งยังเดินหน้าผลักดันนโยบาย “โรงเรียนปลอดภัย อบอุ่นในพื้นที่สร้างสรรค์” เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ ควบคู่กับการส่งเสริมสุขภาวะ การคุ้มครองนักเรียนกลุ่มเปราะบาง และการสร้างพื้นที่กิจกรรมสร้างสรรค์ที่เอื้อต่อการพัฒนาเด็กอย่างเต็มศักยภาพ
"กระทรวงศึกษาธิการขอชื่นชมและแสดงความยินดีกับทุกสถานศึกษา และเครือข่ายครูจากทั้ง 22 จังหวัด ที่มีความมุ่งมั่นตั้งใจจนประสบความสำเร็จ ความร่วมมือในครั้งนี้ไม่ใช่เพียงแค่การทำให้โรงเรียนปลอดบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า รวมถึงปลอดยาเสพติดเท่านั้น แต่เป็นการสร้างภูมิคุ้มกันที่แข็งแกร่งให้กับเยาวชนที่จะเติบโตไปเป็นกำลังสำคัญของชาติต่อไป" ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กล่าว
ด้าน ศ.นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ ประธานมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ ได้เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการสร้างกลไกป้องกันตั้งแต่ระดับโรงเรียน เนื่องจากในปัจจุบันเด็กและเยาวชนเผชิญแรงกดดันรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นพฤติกรรมการสูบของเพื่อน สมาชิกในครอบครัว ควันมือสองในที่สาธารณะ รวมถึงการเข้าถึงผลิตภัณฑ์ผ่านช่องทางออนไลน์ที่ทำได้อย่างง่ายดาย การมีมาตรการเฝ้าระวังที่เข้มแข็งในโรงเรียนจึงเป็นปราการด่านสำคัญที่สุดในการสกัดกั้นนักสูบหน้าใหม่
รศ.ดร.ศรัณญา เบญจกุล อาจารย์คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เผยถึงสถานการณ์และอัตราการสูบบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้าของเยาวชน ที่สำรวจโดย สำนักงานสถิติแห่งชาติ ปี 2568 ระบุว่า วัยรุ่นหญิงไทยกำลังตกเป็นเหยื่อบุหรี่ไฟฟ้าก้าวกระโดด แม้อัตราการสูบ "บุหรี่มวน" ของผู้หญิงไทยจะลดลงเหลือเพียงร้อยละ 1.3 (เทียบกับผู้ชายร้อยละ 34.7) แต่สำหรับ "บุหรี่ไฟฟ้า" กลับพุ่งสูงขึ้นอย่างน่าตกใจ โดยกลุ่มวัยรุ่นหญิงอายุ 13–15 ปี มีอัตราการสูบบุหรี่ไฟฟ้าสูงถึง ร้อยละ 15 ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงกว่าการสูบบุหรี่มวนปกติถึง 10 เท่า (ขณะที่วัยรุ่นชายอยู่ที่ร้อยละ 20.2) ซึ่งกลยุทธ์พุ่งเป้าไปที่เด็กและผู้หญิง โดยธุรกิจบุหรี่ไฟฟ้าใช้กลยุทธ์การออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ดึงดูดใจ มีลักษณะคล้ายของเล่นหรือของสะสม (Toy Pod) มีกลิ่นหอม และใช้ช่องทางการตลาดออนไลน์ในการเข้าถึงเด็ก ส่งผลให้เยาวชน 6 ใน 10 คน พบเห็นการโฆษณาส่งเสริมการขายบุหรี่ไฟฟ้าผ่านสื่อโซเชียลมีเดีย อยู่เป็นประจำ อีกทั้งความเสี่ยงทางสุขภาพที่รุนแรงกว่า สารนิโคตินในบุหรี่ไฟฟ้าทำให้เกิดการเสพติดที่รุนแรงและเลิกได้ยากกว่าบุหรี่มวน โดยเฉพาะในกลุ่มเยาวชนหญิงที่จะส่งผลกระทบระยะยาวต่อสุขภาพในหลายระบบ รวมถึงความเสี่ยงต่อการเกิดโรคร้ายแรง มะเร็งปากมดลูก และส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบสืบพันธุ์และการตั้งครรภ์ในอนาคต
รศ.ดร.ศรัณญา กล่าวทิ้งท้าย จะเห็นได้ว่า ข้อมูลเหล่านี้สอดคล้องกับเหตุผลที่กระทรวงศึกษาธิการและภาคีเครือข่าย จำเป็นต้องยกระดับมาตรการ "โรงเรียนปลอดบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า" ให้เป็นระบบปฏิบัติการที่เข้มงวดในสถานศึกษา เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันและสกัดกั้นไม่ให้เยาวชนไทย โดยเฉพาะกลุ่มเด็กผู้หญิงและนักสูบหน้าใหม่หลงเข้าสู่รอยต่อของการเสพติด
ขณะที่ รศ.ดร.จักรพันธ์ เพ็ชรภูมิ คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร ได้เปิดเผยผลการศึกษาระยะยาวในนักเรียนระดับมัธยมศึกษาจาก 4 ภูมิภาคของประเทศไทย พบหลักฐานเชิงประจักษ์ครั้งสำคัญ ยืนยันมาตรการ “โรงเรียนปลอดบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า” มีบทบาทสำคัญในการเป็นเกราะป้องกันและสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่เด็กและเยาวชนอย่างได้ผล โดยสามารถลดโอกาสการใช้บุหรี่ไฟฟ้าของนักเรียนลงได้สูงถึง 45% หลังการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องเพียง 1 ปี ชี้เป็นการลงทุนเชิงนโยบายที่คุ้มค่าและเห็นผลลัพธ์ทางพฤติกรรมอย่างชัดเจน
จากการติดตามกลุ่มตัวอย่างนักเรียนจำนวน 967 คน (แบ่งเป็นนักเรียนจากโรงเรียนปลอดบุหรี่ 628 คน และโรงเรียนทั่วไป 339 คน) พบว่า มาตรการดังกล่าวส่งผลดีต่อตัวนักเรียนใน 3 มิติหลัก ได้แก่ :
ด้านความรู้และการรับรู้อันตราย : นักเรียนในโรงเรียนปลอดบุหรี่มีอัตราการรับรู้อันตรายของบุหรี่ไฟฟ้าสูงถึง 69.9% (ขณะที่โรงเรียนทั่วไปอยู่ที่ 64.3%) ซึ่งเมื่อควบคุมปัจจัยอื่นแล้ว พบว่ามีโอกาสรับรู้อันตรายสูงกว่าโรงเรียนทั่วไปถึง 1.43 เท่า หรือสูงกว่าประมาณ 43% สะท้อนให้เห็นว่ามาตรการนี้ช่วยปรับเปลี่ยนทัศนคติเด็ก ไม่ให้มองบุหรี่ไฟฟ้าเป็นเพียงแฟชั่นหรือผลิตภัณฑ์ที่ปลอดภัย
ด้านความตั้งใจใช้ในอนาคต : โรงเรียนปลอดบุหรี่ช่วยลดความอยากลองได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยมีนักเรียนที่ตั้งใจจะใช้บุหรี่ไฟฟ้าในอนาคตเพียง 5.6% ต่ำกว่าโรงเรียนทั่วไปซึ่งอยู่ที่ 9.1% หรือลดลงถึง 41%
ด้านพฤติกรรมการใช้จริง : นักเรียนในโรงเรียนปลอดบุหรี่มีความชุกของการใช้บุหรี่ไฟฟ้าในปัจจุบันอยู่ที่ 2.5% ซึ่งต่ำกว่าโรงเรียนทั่วไป (2.9%)
ที่น่าสนใจคือ เมื่อเปรียบเทียบผลการเก็บข้อมูลติดตามผลในระยะเวลาห่างกัน 1 ปี (ครั้งที่ 2 เทียบกับครั้งที่ 1) โดยควบคุมปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ แล้ว พบว่า โอกาสพบการใช้บุหรี่ไฟฟ้าของนักเรียนลดลงถึงประมาณ 45% ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันว่า มาตรการนี้ไม่ใช่เพียงแค่กิจกรรมรณรงค์ระยะสั้น แต่สามารถเปลี่ยนพฤติกรรมของเยาวชนได้จริง
อย่างไรก็ตาม ผลการวิจัยยังสะท้อนถึงวิกฤตสิ่งแวดล้อมรอบตัวเด็กไทยในปัจจุบัน โดยพบว่าปัจจัยแวดล้อมมีผลอย่างมากต่อการเริ่มใช้บุหรี่ไฟฟ้า ได้แก่ กลุ่มเพื่อน (เด็กที่มีเพื่อนใช้บุหรี่ไฟฟ้ามีโอกาสใช้สูงกว่ากลุ่มอื่นถึง 3.37 เท่า), สมาชิกในครอบครัว (มีโอกาสใช้สูงกว่า 2.14 เท่า) และการได้รับควันมือสองในพื้นที่สาธารณะ (มีโอกาสใช้สูงกว่า 2.11 เท่า) แต่อยู่ท่ามกลางปัจจัยเสี่ยงและแรงกดดันเหล่านี้ โรงเรียนปลอดบุหรี่ก็ยังคงทำหน้าที่เป็นพื้นที่ปลอดภัยที่ช่วยลดโอกาสการใช้บุหรี่ไฟฟ้าของเด็กเยาวชนลงได้อย่างมีน้ำหนัก
จากข้อค้นพบดังกล่าว นักวิจัยและภาคีเครือข่ายมีข้อเสนอแนะเร่งด่วนถึง กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ให้เร่งยกระดับมาตรการ “โรงเรียนปลอดบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า” จากเดิมที่ถูกมองว่าเป็นเพียง "โครงการเสริม" ให้กลายเป็น "ระบบปฏิบัติการจริง (Operating System)" ของสถานศึกษาทุกแห่งทั่วประเทศอย่างจริงจังและต่อเนื่อง โดยมุ่งเน้นระบบการดำเนินงาน 5 ด้านหลัก ประกอบด้วย การสื่อสารความเสี่ยงอย่างเท่าทันสถานการณ์, การเฝ้าระวังพฤติกรรมเสี่ยง, การขับเคลื่อนผ่านกลุ่มนักเรียนแกนนำ, การพัฒนาศักยภาพครู และการสร้างเครือข่ายเชื่อมโยงกับผู้ปกครองและชุมชนรอบโรงเรียน เพื่อปกป้องอนาคตของชาติจากภัยเงียบของบุหรี่ไฟฟ้าอย่างยั่งยืน
ในขณะที่ นายพิทยา จินาวัฒน์ กรรมการบริหารแผน คณะที่ 1 สสส.กล่าวว่า “สสส. ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการสร้างเสริมสุขภาวะในสถานศึกษา ซึ่งผลการวิจัยในครั้งนี้สะท้อนชัดเจนว่า มาตรการเชิงระบบของโรงเรียนปลอดบุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า กัญชาและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ช่วยลดโอกาสการสูบลงได้จริงถึง 45% ยืนยันว่ามาตรการนี้ คือ เกราะป้องกันที่คุ้มค่า อย่างไรก็ตาม ปัจจัยเสี่ยงรอบตัวเด็ก ทั้งจากเพื่อน ครอบครัว และสื่อออนไลน์ ยังคงเป็นเรื่องที่ต้องเฝ้าระวังอย่างเข้มข้น สสส. จึงพร้อมเดินหน้าสนับสนุนภาคีเครือข่ายและเครือข่ายครูเพื่อโรงเรียนปลอดบุหรี่ทั่วประเทศอย่างต่อเนื่องในระยะถัดไป ทั้งนี้ สสส. ได้สนับสนุนให้เครือข่ายครูเพื่อโรงเรียนปลอดบุหรี่ มูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ ได้ดำเนินโครงการ “รวมพลังเพื่อเด็กไทยปลอดบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า” ใน 5 จังหวัดนำร่อง ได้แก่ ขอนแก่น อุบลราชธานี มหาสารคาม เชียงราย และนราธิวาส เพื่อสร้างกลไกการทำงานเชิงรุกในระดับพื้นที่ โดยบูรณาการความร่วมมือระหว่างสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด สถานศึกษา องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มหาวิทยาลัย เครือข่ายเยาวชน และสื่อมวลชนท้องถิ่น ซึ่งโครงการดังกล่าวจะมุ่งสร้าง “โมเดลจังหวัดนำร่อง” ที่สามารถวัดผลได้จริง ผ่านเป้าหมายสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ 1. สร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับอันตรายของบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า 2. เสริมสร้างทักษะการปฏิเสธและภูมิคุ้มกันทางสังคมในเด็กและเยาวชน 3. พัฒนาโรงเรียนและชุมชนให้เป็นพื้นที่ปลอดบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้าอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ โครงการจะใช้แนวทาง “7 มาตรการเพื่อเยาวชนปลอดบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า” เป็นเครื่องมือสำคัญในการ ขับเคลื่อน พร้อมพัฒนาศักยภาพครู บุคลากร และเครือข่ายเยาวชน รวมถึงวางระบบติดตามและประเมินผล ร่วมกับนักวิชาการ เพื่อให้เกิดต้นแบบการป้องกันนักสูบหน้าใหม่ที่สามารถขยายผลได้ทั่วประเทศ
ด้าน ครูสุวิมล จันทร์เปรมปรุง ประธานเครือข่ายครูเพื่อโรงเรียนปลอดบุหรี่ ได้กล่าวถึงความสำเร็จ ของโรงเรียนเครือข่ายที่ร่วมดำเนินการขับเคลื่อนงานภายใต้โคงการ “โรงเรียนปลอดบุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า กัญชาและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ตั้งแต่ปี พ.ศ 2548 – 2568 ทั้งหมด 4,485 แห่ง จาก 31 จังหวัด ซึ่งสร้างความตระหนักรู้สอดแทรกผ่านการเรียนการสอนในชั้นเรียนมากกว่า 26,910 ห้องเรียน ทั้งนี้ ผลการดำเนินงาน ของจุดจัดการเพื่อโรงเรียนปลอดบุหรี่ ประจำปี 2568 จาก 22 จังหวัด โดยแบ่งการมอบรางวัลออกเป็น 5 ประเภท ซึ่งบางส่วนได้ดำเนินการมอบโล่รางวัลโดยจุดจัดการเพื่อโรงเรียนปลอดบุหรี่ ในจังหวัดเรียบร้อยแล้ว ได้แก่ ประเภทที่ 1: โรงเรียนต้นแบบปลอดบุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า กัญชาและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ จำนวน 307 แห่ง ประเภทที่ 2 : ศูนย์การเรียนรู้โรงเรียนปลอดบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า จำนวน 144 แห่ง ประเภทที่ 3 : ศูนย์การเรียนรู้โรงเรียนปลอดบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้าต้นแบบ จำนวน 45 แห่ง ส่วนประเภทที่ 4 : ศูนย์การเรียนรู้โรงเรียนปลอดบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้าต้นแบบยั่งยืนทั่วประเทศ ซึ่งเป็นรางวัลสูงสุดของการยกระดับการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง จำนวน 37 แห่ง และประเภทที่ 5 : จุดจัดการเพื่อโรงเรียนปลอดบุหรี่ จำนวน 12 จังหวัด เข้ารับโล่รางวัล ในวันนี้
งานเวทีเชิดชูเกียรติในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นการมอบรางวัลเพื่อเป็นกำลังใจให้แก่คนทำงาน แต่ยังเป็นพื้นที่ส่งต่อแรงบันดาลใจและถอดบทเรียนความสำเร็จ เพื่อให้สถานศึกษาทั่วประเทศนำไปปรับใช้ในการสร้างเครือข่ายร่วมกับผู้ปกครองและชุมชน ในการร่วมกันปกป้องเด็กไทยให้ห่างไกลจากภัยบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้าอย่างยั่งยืนต่อไป
ต้องการรายละเอียดเพิ่มเติม ติดต่อ นางสาวกนกวรรณ ชมเชย โทร. 081-810-4136 อีเมล: kanokwan@ashthailand.or.th