นอกเหนือจากควบคุมคุณสมบัติการเสพติดของผลิตภัณฑ์ยาสูบ บริษัทบุหรี่ยังจัดการออกแบบผลิตภัณฑ์ยาสูบเพื่อให้ดึงดูดนักสูบหน้าใหม่ และเพิ่มโอกาสที่จะกลายเป็นนักสูบประจำ โดยการเปลี่ยนแปลงรสชาติ กลิ่นและประสาทสัมผัสอื่น เพื่อให้ง่ายต่อนักสูบหน้าใหม่ ซึ่งเกือบทั้งหมดเป็นเด็กและเยาวชนในการเริ่มสูบและสูบต่อไป เนื่องจากความระคายเคืองของควันบุหรี่ทำให้สูบลำบาก บริษัทบุหรี่จึงเติมสารเคมีเพื่อเปลี่ยนรส และลดความระคายเคือง เพื่อดึงดูดนักสูบหน้าใหม่ที่มีอายุน้อย
กลยุทธ์แย่ ๆ แบบนี้ บริษัทบุหรี่ใช้มานานแล้ว ตั้งแต่ 40-50 ปีก่อน ด้วยการขาย-สนับสนุนให้มีการขายขนมเด็ก ที่ทำเป็นแท่งเหมือนมวนบุหรี่ ใส่ในซองที่เหมือนซองบุหรี่มวนยี่ห้อต่าง ๆ รวมทั้งของใช้อุปกรณ์ที่ใช้ในการเรียนหนังสือ เพื่อให้เด็ก ๆ คุ้นเคยกับยี่ห้อบุหรี่ รวมทั้งเรียนรู้พฤติกรรมในการสูบบุหรี่
พ่อแม่ต้องรู้เท่าทัน สังคมต้องประนาม และหน่วยงานที่มีหน้าที่เกี่ยวข้อง หยุดการกระทำที่สุดจะแย่เช่นนี้ ที่จะทำให้เด็ก ๆ เข้าไปเสพติดนิโคตินไปตลอดชีวิต
อ้างอิง : https://today.line.me/th/v2/article/aGz2noG
การเพิ่มขึ้นของนิโคตินเกือบทั้งหมดเพิ่มในบุหรี่ไฟฟ้าชนิดพอดที่ใช้แล้วทิ้ง ที่บางยี่ห้อมีปริมาณนิโคตินเท่ากับบุหรี่ 10 ซอง และ90 %เป็นชนิดที่มีกลิ่นหอมที่เด็กและเยาวชนชื่นชอบ
บุหรี่ไฟฟ้าที่มีนิโคตินเพิ่มขึ้นและราคาต่อหน่วยถูกลง ทำให้เด็กและเยาวชนติดง่ายและจะเลิกยากยิ่งขึ้น ขนาดบุหรี่มวน เด็กไทย 10 คนที่ติด 7 คนก็จะติดไปตลอดชีวิต และ 3 คนที่เหลือ ต้องใช้ความพยายามเฉลี่ย 20-21 ปี กว่าที่จะเลิกได้
แต่บุหรี่ไฟฟ้าเสพติดยิ่งหนักกว่าบุหรี่มวน นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยไทยบางท่าน ที่พยายามร่วมกับล๊อบบี้ยิสต์บริษัทบุหรี่ ตำหนิรัฐบาลไทยที่ไม่ยกเลิกการห้ามนำเข้าห้ามขายบุหรี่ไฟฟ้า อ้างว่าเพื่อจะได้ควบคุม”คุณภาพ“ของบุหรี่ไฟฟ้า และการเข้าถึงของเด็กและเยาวชน
พรรคการเมืองบางพรรคที่บอกว่า ควรยกเลิกกฎหมายห้ามขาย และให้ขายบุหรี่ไฟฟ้าเฉพาะชนิดที่ไม่มีกลิ่นหอม เพื่อไม่ให้เย้ายวนเด็กและเยาวชน
ผมต้องเรียนว่านั่นเป็นทฤษฎี และอาจจะพอฟังได้ในประเทศที่การบังคับใช้กฎหมาย การควบคุมผลิตภัณฑ์มีความพร้อมและทำได้ดีกว่าประเทศไทย
และขอให้ได้ท่านได้ศึกษา-รับรู้ถึงบริบทของประเทศไทย ความพร้อมความสามารถที่จะควบคุมผลิตภัณฑ์ บังคับใช้กฏหมาย ก่อนที่จะพยายามขอให้ยกเลิกกฎหมายห้ามขายบุหรี่ไฟฟ้า ตามที่ล๊อบบี้ยิสต์บริษัทบุหรี่ พยายามโฆษณาชวนเชื่อ และขอยืนยันว่า ในทางการแพทย์ ไม่มีคำว่า "คุณภาพ" สำหรับสินค้าบริโภคที่เสพติด ทำลายสุขภาพและคร่าชีวิตของผู้บริโภค อย่างเช่นบุหรี่มวน บุหรี่ไฟฟ้ารวมทั้งผลิตภัณฑ์นิโคตินทุกชนิด
ศ.นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ 12 พฤษภาคม 2568
อ้างอิง : The Concentration of Nicotine in E-cigarettes Continues to Soar, Putting Young People at Higher Risk of Addiction | May. 05, 2025
https://truthinitiative.org/press/press-release/concentration-nicotine-e-cigarettes-continues-soar-putting-young-people-higher
บริษัทบุหรี่ไฟฟ้าพุ่งเป้ากลุ่มเป้าหมายไปที่เด็กและเยาวชน จึงออกแบบผลิตภัณฑ์ลักษณะนี้ออกมาขาย
พ่อแม่ ผู้ปกครอง ต้องรู้เท่าทัน สังคมต้องร่วมด้วยช่วยกัน และหน่วยงานที่มีหน้าที่เกี่ยวข้อง ต้องเร่งบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง เพื่อปกป้องเด็กและเยาวชนไทย จาก #บุหรี่ไฟฟ้า ที่ระบาดอย่างหนักในขณะนี้
#บุหรี่ไฟฟ้าอันตราย
#ร่วมปกป้องเด็กและเยาวชนจากบุหรี่ไฟฟ้า
ช่วงหาเสียงก่อนเลือกตั้งปี พ.ศ.2566 มีการเผยแพร่อินโฟ ที่ไปถามหัวหน้าพรรคการเมืองต่าง ๆ สั้น ๆ ว่า Yes หรือ No กับบุหรี่ไฟฟ้า
ปรากฏว่ามีหัวหน้าพรรคตอบว่า Yes 5-6 พรรค ที่ตอบว่า No 3 พรรค
พรรคที่ตอบ Yes ตอนหาเสียง เมื่อมาเป็นแกนนำตั้งรัฐบาล ก็ไม่ได้ยกเลิกการห้ามขาย คือ เปลี่ยนจาก Yes มาเป็น No ต่อบุหรี่ไฟฟ้า
เชื่อว่า พรรคต่าง ๆ ที่เคยตอบ Yes ตอนหาเสียง เพราะ “ไม่รู้สภาพปัญหาที่แท้จริง” หรือได้รับข้อมูลจากล๊อบบี้ยิสต์บริษัทบุหรี่แต่เพียงฝ่ายเดียว
น่าสนใจว่าการหาเสียงเลือกตั้งปีนี้ จะมีกี่พรรคที่ตอบ Yes และกี่พรรคที่ตอบ No หากมีการถามอีก
ข่าวดีคือ เท่าที่ปรากฏขณะนี้ พรรคการเมืองใหญ่พรรคหนึ่ง ที่เขียนเป็นนโยบายให้ยกเลิกการห้ามขายบุหรี่ไฟฟ้า ในการหาเสียงปี พ.ศ.2566 ครั้งนี้ไม่มีนโยบายเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้าเขียนไว้ และอดีตรัฐมนตรีที่เคยมุ่งมั่นสนับสนุนให้ยกเลิกการห้ามขายบุหรี่ไฟฟ้า ครั้งนี้เป็นหัวหน้าพรรคการเมืองที่ตั้งใหม่ นโยบายที่เผยแพร่ ไม่มีที่เกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้า
ช่วงนี้ เครือข่ายล็อบบี้ยิสต์บุหรี่ไฟฟ้า เริ่มส่งเสียง “จี้” ทุกพรรคการเมือง ให้มีนโยบายยกเลิกการห้ามขายบุหรี่ไฟฟ้า เหมือนก่อนการเลือกตั้งครั้งที่แล้ว
ผมขอเสนอว่า ก่อนพรรคจะตัดสินใจ ช่วยอ่านบทความของ ศ.ดร.นิทัศน์ ศิริโชติรัตน์ ด้วยนะครับ
ศ.นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ
6 มกราคม 2569