บุหรี่ไฟฟ้า...อันตรายมากกว่าที่คุณคิด

มูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่                    

ACTION  ON  SMOKING  AND  HEALTH  FOUNDATION

                                                                                                

 PressRelease 

ศูนย์ข่าว มูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ 

วันที่ 11  มกราคม  2560

วันที่ข่าวตีพิมพ์ : สามารถเผยแพร่ได้ทันที

 

 

บุหรี่ไฟฟ้า...อันตรายมากกว่าที่คุณคิด

วันนี้ (11 มกราคม 2560) มูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ จัดเสวนาสื่อมวลชน เรื่อง “บุหรี่ไฟฟ้า...อันตรายมากกว่าที่คุณคิด”  เพื่อนำเสนอข้อมูล การรายงานของ US Surgeon General 2016:  THE FACTS on E-Cigarette Use Among Youth and Young  Adults  และข้อเท็จจริงเรื่องอันตรายจากบุหรี่ไฟฟ้า รูปแบบต่าง ๆ รวมถึงข้อมูลเกี่ยวกับมาตรการต่าง ๆ ในการควบคุมป้องกัน และปกป้องเยาวชนจากบุหรี่ไฟฟ้า ณ ห้องประชุมกรมประชาสัมพันธ์ ถนนพระราม 6 

รศ.นพ.สุริยเดว ทรีปาตี  ผู้อำนวยการสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล  ได้เปิดเผยข้อมูลเอกสาร THE FACTS on E-Cigarette Use Among Youth and Young  Adults ของกระทรวงสาธารณสุขสหรัฐอเมริกา (US Surgeon General : 2016) พบว่า บุหรี่ไฟฟ้า หรือ E-Cigarettes เป็นอุปกรณ์รูปแบบใหม่ที่จะส่งผ่านสารนิโคตินเข้าสู่ร่างกายในรูปแบบละอองฝอยโดยไม่ต้องมีการเผาไหม้หรือการลุกไหม้  ด้วยบรรจุภัณฑ์ที่สวยหรู ดึงดูดใจและทันสมัย คล้ายซิการ์ ปากกา สีสันสวยงาม ปรุงรสชาติต่าง ๆ เช่น รสเชอร์รี่ ช็อกโกแลต วานิลลา  ซึ่งใน 2-3 ปีมานี้ วัยรุ่นของสหรัฐอเมริกา มีอัตราการใช้บุหรี่ไฟฟ้า (E-Cigarettes) เพิ่มขึ้นหลายเท่าตัวในกลุ่มเยาวชน ระดับชั้นประถมปลายและมัธยม และใช้อย่างต่อเนื่องในระยะ 30 วัน ที่ผ่านมา ด้วยเหตุผลหลักคือ ความอยากรู้อยากเห็น ชอบรสชาติ และเข้าใจว่าละอองฝอยปลอดภัยเมื่อเทียบกับการสูบบุหรี่ อีกทั้งอุตสาหกรรมยาสูบได้ใช้เทคนิคที่ล่อตา ล่อใจ รวมถึงการสร้างค่านิยมวัยรุ่นแบบใหม่ ซึ่งจริง ๆ แล้วการใช้บุหรี่ไฟฟ้า มีสารพิษต่าง ๆ เทียบเท่ากับการสูบบุหรี่ปกติ ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ โดยสารนิโคตินหากเข้าในกระแสเลือดของแม่ที่สูบบุหรี่ในขณะตั้งครรภ์สามารถผ่านรกมาส่งผลต่อทารกในครรภ์ ซึ่งมีผลกระทบต่อทารกมากมายรวมไปจนถึงการเสียชีวิตกะทันหัน นอกจากนี้ ยังส่งผลต่อสมองและระบบประสาทด้านการได้ยิน น้ำหนัก ที่อาจทำให้ทารกตัวเล็กกว่าปกติ

รศ.นพ.สุริยเดว กล่าวเพิ่มเติมว่า ในรายงานนี้ระบุว่า ต้องมีการติดตามอย่างใกล้ชิด เรื่องการได้รับสารนิโคตินในวัยรุ่นที่ใช้บุหรี่ไฟฟ้าเพราะทำให้วัยรุ่นเกิดการเสพติดได้อย่างง่ายดาย และส่งผลทำลายสมองส่วนคิดชั้นสูงของวัยรุ่น  และสารต่าง ๆ ที่รับเข้าไปโดยเฉพาะระบบทางเดินหายใจ ซึ่งองค์การอาหารและยาระบุว่า สารที่ก่อให้เกิดละอองฝอยจากการใช้บุหรี่ไฟฟ้า เป็นสารที่ใช้ในอาหารเพื่อรสชาติ สีสัน ทั้งในการผลิตยาหรือ

 

เวชภัณฑ์เครื่องสำอางค์  หากสัมผัสสารนี้ในระยะสั้นก่อให้เกิดการระคายเคืองระบบทางเดินหายใจและ ระคายเคืองตา และหากสัมผัสในระยะยาว ก็จะทำให้เกิดโรคระบบทางเดินหายใจ เช่น หอบหืด เป็นต้น

รศ.นพ.สุริยเดว กล่าวในตอนท้ายว่า  บุหรี่ไฟฟ้าไม่ได้เป็นสารทดแทนในการเลิกสูบบุหรี่แต่อย่างใด แต่เป็นจุดเริ่มตั้งต้นในการเสพติดบุหรี่หรือสารเสพติดประเภทอื่น ๆ ในเด็กและเยาวชน ด้วยรูปลักษณ์และองค์ประกอบทำให้สร้างความยั่วยวนใจในวัยรุ่นให้หันมาสูบบุหรี่ไฟฟ้า และเกิดกระแสในวงกว้างในหมู่วัยรุ่นอย่างรวดเร็ว  อีกทั้งเยาวชนยังขาดความรู้เท่าทันกลยุทธ์ของบริษัทผู้ผลิต  รวมทั้งภาครัฐยังขาดการจัดการเชิงกฎหมายเพื่อปกป้องประชาชน โดยเฉพาะเด็กและเยาวชน

พญ.ปานทิพย์ โชติเบญจมาภรณ์  ผู้อำนวยการสำนักควบคุมการบริโภคยาสูบ  กรมควบคุมโรค  กระทรวงสาธารณสุข  กล่าวว่า  จากผลสำรวจการบริโภคยาสูบในเยาวชนไทย อายุ 13-15 ปี  ครั้งล่าสุดในปี 2558 สำรวจพบว่า เยาวชนชายสูบบุหรี่ไฟฟ้าถึงร้อยละ 4.7 และเยาวชนหญิงสูบบุหรี่ไฟฟ้าถึง ร้อยละ 1.9 ซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ด้วยเหตุนี้รัฐบาลปัจจุบัน จึงมีนโยบายให้กระทรวงพาณิชย์ ออกประกาศกระทรวงพาณิชย์ กำหนดให้บารากู่ บารากู่ไฟฟ้า และบุหรี่ไฟฟ้าเป็นสินค้าต้องห้ามในการนำเข้ามาในราชอาณาจักร ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 27 ธันวาคม 2557 ซึ่งหากมีผู้ฝ่าฝืนนำเข้าบุหรี่ไฟฟ้าเข้ามายังประเทศไทย จะมีโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี ปรับเป็นเงิน 5 เท่าของราคาสินค้า หรือทั้งจำทั้งปรับ และให้ริบสินค้าเหล่านั้นรวมถึงพาหนะที่ใช้บรรทุกสินค้านั้นด้วย  นอกจากนี้สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ได้ออกคำสั่งคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ฉบับที่ 9/2558 ห้ามขาย และห้ามให้บริการบารากู่ บารากู่ไฟฟ้า บุหรี่ไฟฟ้า และตัวยาสำหรับเติมบุหรี่ไฟฟ้า ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 18 กุมภาพันธ์  2558 กรณีพบผู้ฝ่าฝืนต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 5 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และหากผู้ขายหรือให้บริการเป็นผู้ผลิต ผู้สั่งนำเข้ามาขาย ต้องรับโทษเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า นอกจากนี้ในที่ประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาว่าด้วยการควบคุมยาสูบ ครั้งที่ 7 (COP7) ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 7-12 พฤศจิกายน 2559 ​ณ ประเทศอินเดีย มีมติร่วมกันเรียกร้องให้ประเทศภาคี 180 ประเทศ ให้ความสำคัญและดำเนินการออกกฎเกณฑ์มาตรการเพื่อควบคุมบุหรี่ไฟฟ้าโดยเร็ว  

ขณะที่ ผศ.ดร.ลักขณา เติมศิริกุลชัย  ผู้อำนวยการศูนย์พัฒนาศักยภาพกำลังคนด้านการควบคุมยาสูบ กล่าวว่า เมื่อต้นเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ถ้าเราติดตามข่าวเกี่ยวกับบุหรี่  คงได้เห็นความพยายามของบริษัทบุหรี่ในการดิสเครดิตรัฐบาลไทย โดยกล่าวหาว่าผู้แทนจากประเทศไทย ถูกที่ประชุมอนุสัญญาว่าด้วยการควบคุมการบริโภคยาสูบ ซึ่งจัดประชุมที่ประเทศอินเดีย ระหว่างวันที่ 7-12 พฤศจิกายน เชิญให้ลงจากเวที เนื่องจากไม่พอใจที่ผู้แทนไทยปลุกระดมประเทศสมาชิกให้ออกมาต่อต้านการใช้บุหรี่ไฟฟ้า โดยไม่มีเหตุผลทางวิทยาศาสตร์รองรับ และต่อมา นพ.สุเทพ เพชรมาก รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข  ได้ออกมาชี้แจงว่า ข้อมูลดังกล่าวไม่เป็นความจริงแต่ประการใด

ในขณะนี้ ประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกถึง 55 ประเทศ มีกฎหมายห้ามขายบุหรี่ไฟฟ้าในประเทศของตน มี 17 ประเทศ ที่กำหนดให้บุหรี่ไฟฟ้าเป็นผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ และอีก 26 ประเทศกำหนดให้บุหรี่ไฟฟ้า

 

เป็นผลิตภัณฑ์ยาสูบรูปแบบหนึ่ง มี 4 ประเทศที่กำหนดว่าภาชนะบรรจุนิโคตินในบุหรี่ไฟฟ้าเป็นสารพิษ ทั้งนี้ 1/4 ของประเทศในอาเซียนคือ ประเทศบรูไน กัมพูชา สิงคโปร์ และไทย ได้ห้ามไม่ให้มีการจำหน่าย บุหรี่ไฟฟ้าแล้ว

ในขณะที่มีบริษัทยาสูบข้ามชาติ 4 บริษัทยักษ์ใหญ่ ที่ลงทุนในธุรกิจบุหรี่ไฟฟ้า และทำการตลาดบุหรี่ไฟฟ้าในหลายประเทศ  โดยสร้างวาทกรรมว่าเป็นบุหรี่ที่มีอันตรายน้อย  ทั้งนี้ บริษัท ฟิลิป มอริส ผลิตบุหรี่ไฟฟ้ายี่ห้อ  “iQQS”บริษัท บริทิช อเมริกัน โทแบบโค ผลิต ยี่ห้อ “Vype EPe” บริษัท Japan Tobacco International ผลิตยี่ห้อ “E-lites” และ “Ploom Tech”  สำหรับบริษัท Imperial Group  ผลิตยี่ห้อ “Puritane”   

ทั้งนี้หน่วยงานด้านบุหรี่ไฟฟ้าของบริษัทบุหรี่ ได้โฆษณาชวนเชื่อว่าบุหรี่ไฟฟ้าเป็นบุหรี่ทางเลือกที่ปลอดภัยกว่า และจัดเป็นผลิตภัณฑ์ช่วยเลิกบุหรี่  โดยมีองค์กรล็อบบี้ยิสต์ คือ Factasia.org และนักวิจัยตะวันตกหลายคนได้สนับสนุนให้มีการใช้บุหรี่ไฟฟ้า

แต่มีข้อมูลยืนยันจากองค์การอนามัยโลกที่ระบุว่า บุหรี่ไฟฟ้าไม่ได้ปลอดจากสารพิษ และไม่มีข้อพิสูจน์ว่า “ปลอดภัย” สำหรับผู้สูบ รวมทั้งข้อกล่าวอ้างที่ว่ามีประสิทธิภาพในการช่วยเลิกบุหรี่ ก็ยังไม่มีการประเมินผลอย่างเป็นวิทยาศาสตร์  แต่กลับพบว่า ควันหรือไอจากบุหรี่ไฟฟ้าสามารถทำให้เกิดมะเร็งได้ เพราะมีสารฟอร์มาลดีไฮด์ สูงถึง ๑๕ เท่าของบุหรี่ทั่ว ๆ ไป

นอกจากนั้น The US Surgeon General ได้เผยแพร่รายงานเมื่อไม่นานมานี้ว่า มีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่เพียงพอจนสรุปได้ว่า บุหรี่ไฟฟ้าเป็นอันตรายต่อสุขภาพ โดยเฉพาะเด็กและเยาวชน โดยพบงานวิจัยที่แสดงถึงอันตรายดังกล่าว ยิ่งกว่านั้นนักวิจัยจากมหาวิทยาลัย Southern California พบว่า วัยรุ่นที่ลองสูบบุหรี่ไฟฟ้า จะกลายเป็นผู้สูบบุหรี่ประจำในที่สุด

ดังนั้น คำกล่าวอ้างใด ๆ ของบริษัทบุหรี่จึงเป็นเพียงการดิ้นอีกเฮือกหนึ่งของบริษัทบุหรี่ที่ต้องการให้การค้ากำไรอีกบนความตายของผู้บริโภคยังคงอยู่ต่อไปในสังคมไทย

ร่วมกันภาวนาให้ร่าง พ.ร.บ. ควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบฉบับใหม่ผ่านการพิจารณาของกรรมาธิการฯ และสนช.ในรัฐบาลชุดนี้เถิด เพื่อเยาวชนและลูกหลานไทยจะได้ไม่ตกเป็นเหยื่อของบริษัทบุหรี่และยาเสพติดอีกต่อไป

 

 

ต้องการรายละเอียดเพิ่มเติมกรุณาติดต่อ  คุณชวาลา  ภวภูตานนท์ฯ โทร.081-4585877