
จากการประชุมระดับภาคพื้นเอเชียแปซิฟิค เรื่องบุหรี่และสุขภาพ ครั้งที่ 7 (The 7th Asia Pacific Conference on Tobacco or Health) ณ เมืองเกียงจู ประเทศเกาหลี ระหว่างวันที่ 15 18 กันยายน 2004 โดยมีผู้เข้าร่วมประชุม 410 คน จาก 39 ประเทศ ผู้เข้าร่วมประชุมได้ตระหนักถึงปัญหาสำคัญของบริโภคยาสูบในประเทศภาคพื้น เอเชียแปซิฟิค ใน 3 ประเด็นดังนี้ 1.การสูบบุหรี่เป็นสาเหตุการเสียชีวิตที่สำคัญของประชาชนในภาคพื้นเอเชียแป ซิฟิค โดยพบว่ามีผู้เสียชีวิตจากการสูบบุหรี่มากกว่า 5,000 คน ต่อวัน โดยร้อยละ 52 ของการสูบบุหรี่ทั่วโลกอยู่ในเอเซีย และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ 2.บุหรี่ก่อให้เกิดความสูญเสียและค่าใช้จ่ายทางเศรษฐกิจต่อรัฐบาลและทุกภาค ส่วนโดยไม่จำเป็น และส่งผลกระทบต่อครอบครัวที่ยากจน 3.หลาย ๆ ประเทศในแถบเอเชียยังไม่มีกฎหมายการจัดเขตปลอดบุหรี่ที่เข้มแข็ง ผู้ไม่สูบบุหรี่ โดยเฉพาะผู้หญิงและเด็ก ยังคงได้รับอันตรายจากควันบุหรี่มือสอง ดังนั้น ผู้เข้าร่วมประชุมจึงได้มีข้อตกลงร่วมกันในการรณรงค์ควบคุมการบริโภคยาสูบ โดยเรียกร้องให้รัฐบาล , ภาคธุรกิจ และทุกคน ในภาคพื้นเอเชีย ดำเนินการ ดังนี้ 1.ให้มีการปกป้องผู้ไม่สูบบุหรี่จากการได้รับควันบุหรี่มือสอง ด้วยการขยายเขตปลอดบุหรี่ในที่สาธารณะ , ที่ทำงาน , ร้านอาหาร ,บาร์ , สถานบันเทิง และทุก ๆ สถานที่ที่มีเด็กอยู่ ทั้งนี้ รวมถึงการแข่งขันกีฬาทั้งระดับชาติและนานาชาติ และงานวัฒนธรรมต่าง ๆ ด้วย อาทิเช่น กีฬาโอลิมปิคส์เกมส์ที่กรุงปักกิ่ง (Olympics) , กีฬาซีเกมส์ (SEA Games) , และ เอเชี่ยนพาราเกมส์ (ASIAN Para Games) เป็นต้น 2.เร่งให้ทุกรัฐบาลให้สัตยาบันและสนับสนุนกรอบอนุสัญญาการควบคุมการบริโภคยา สูบ (FCTC) โดยเร็วที่สุด รวมถึงการมีนโยบายที่เข้มแข็งในการจำกัดการสูบบุหรี่ในที่สาธารณะ การขึ้นภาษีบุหรี่ การมีคำเตือนบนซองบุหรี่ที่เป็นรูปภาพ การสนับสนุนการเลิกสูบบุหรี่ การควบคุมการลักลอบนำเข้าบุหรี่เถื่อน และการขายบุหรี่ปลอดภาษี 3.ให้ตระหนักถึงอันตรายของบุหรี่ต่อสุขภาพ และไม่ให้บุหรี่เป็นสินค้าที่อยู่ในกรอบการเปิดเสรีทางการค้าระหว่างประเทศ 4.ไม่ให้บริษัทบุหรี่เข้ามายุ่งเกี่ยวกับนโยบายการควบคุมการบริโภคยาสูบ รวมถึงการรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ 5.ต้องยุติการโฆษณาบุหรี่ทั้งทางตรงและทางอ้อม ไม่ว่าจะเป็น การส่งเสริมการขาย การให้การสนับสนุน และกิจกรรมทางการตลาดต่าง ๆ รวมถึงการสนับสนุนกิจกรรมต่างๆ เช่น การแข่งรถฟอร์มูล่าวัน (Formula 1 racing) , กิจกรรมผจญภัยต่าง ๆ และ การประกวดศิลปกรรมภาคพื้นอาเซียน (ASEAN Art Awards) ข้อมูล www.apact2004.org

ร.พ.นครนายกปลอดบุหรี่ถวาย 72 พรรษา มหาราชินี
โรงพยาบาลนครนายกจัดเป็นเขตปลอดบุหรี่ ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสุขภาพของผู้ไม่สูบบุหรี่ พ.ศ. 2535 ซึ่งให้ความสำคัญกับสุขภาพของประชาชน ทั้งผู้ที่สูบบุหรี่และคนรอบข้างที่ต้องได้รับผลกระทบจากควันบุหรี่ที่มีสาร พิษมากมาย และโรงพยาบาลเป็นสถานที่ที่ควรจะจัดให้สภาพแวดล้อมปลอดภัยไร้มลพิษ จะเป็นการช่วยให้ผู้รับบริการที่เป็นผู้ป่วยซึ่งเจ็บป่วยและสุขภาพไม่ สมบูรณ์แข็งแรงเหมือนคนทั่วๆ ไป อยู่แล้วต้องมารับควันพิษจากบุหรี่เพิ่มอีก รวมทั้งผู้ที่ไม่สูบบุหรี่แต่ต้องได้รับควันพิษจากบุหรี่ที่ตนเองไม่ได้สูบ โรงพยาบาลควรจะเป็นสถานที่ปลอดบุหรี่ เพื่อเป็นการปฏิบัติตามกฎหมายที่ให้ความคุ้มครองกับผู้ไม่สูบบุหรี่ด้วย เพื่อเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับสังคม และเพื่อให้ประชาชนทั่วไปเห็นความสำคัญของการสร้างเสริมสุขภาพ และยังเป็นการลดการเจ็บป่วยด้วยโรคต่างๆ ที่ร้ายแรง ที่สามารถป้องกันได้ด้วยการไม่สูบบุหรี่ โดยมีข้อมูลยืนยันที่ได้จากมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ว่า คนไทยต้องตายด้วยโรคที่เกิดจาการสูบบุหรี่ ถึงปีละ 42,000 คน หรือวันละ 115 คน คลินิกอดบุหรี่ งานสุขภาพจิตและยาเสพติด โรงพยาบาลนครนายก เห็นถึงความสำคัญของปัญหาดังกล่าว จึงได้จัดทำโครงการ โรงพยาบาลปลอดบุหรี่ถวาย 72 พรรษามหาราชินี โดยมีวัตถุประสงค์ ดังนี้ 1.เพื่อแสดงความจงรักภักดีแด่ สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนารถ ทรงพระชนมายุครบ 72 พรรษาในปี 2547 2.เพื่อคุ้มครองสุขภาพของผู้ที่ไม่สูบบุหรี่และดำเนินการตามพระราชบัญญัติ คุ้มครองสุขภาพของผู้ไม่สูบบุหรี่ พ.ศ. 2535 ซึ่งกำหนดให้โรงพยาบาลเป็นเขตปลอดบุหรี่ 3.เพื่อส่งเสริมและให้กำลังใจกับผู้ที่สามารถเลิกบุหรี่ได้สำเร็จมีความ ภาคภูมิใจและสามารถเลิกสูบบุหรี่ได้อย่างถาวร 4.เพื่อให้ประชาชนทั่วไปได้ตระหนักว่า การสูบบุหรี่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ

Independent On Sunday รายการโทรทัศน์ชื่อดังของอังกฤษ สัมภาษณ์บรรดาผู้ประกอบการร้านอาหาร ในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ เกี่ยวกับกระแสความตื่นตัวของร้านอาหารปลอดบุหรี่ เริ่มจากร้านอาหารของกอร์ดอน แรมเซย์ ที่จุดประกายให้ร้านอาหารที่มีชื่อเสียงทยอยกันประกาศเป็นร้านอาหารปลอด บุหรี่ โดยมีการคาดการณ์ไว้ว่าภายใน 2 ปีธุรกิจประกอบการจำหน่ายอาหาร 4 ใน 5 ของอังกฤษจะเป็น ร้านอาหารปลอดบุหรี่ กอร์ดอน แรมเซย์ ผู้สร้างปรากฏการณ์ ร้านอาหารปลอดบุหรี่ มีสาขาร้านอาหารเฉพาะในกรุงลอนดอนถึง 7 แห่ง กล่าวว่า ร้านอาหารปลอดบุหรี่ของเขาได้รับการต้อนรับอย่างดี แม้ว่าจะมีลูกค้าส่วนหนึ่งที่ไม่พอใจอยู่บ้าง แต่เขาก็บอกว่า ผมมองเห็นว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องธรรมดา เพราะผมมั่นใจว่าทำในสิ่งที่ถูกต้อง ลูกค้าจะได้เข้ามารับประทานอาหารด้วยบรรยากาศที่สะอาดสดชื่น และกลับออกไปจากร้านโดยไม่มีกลิ่นเหม็นติดเสื้อผ้า ผมเผ้าเป็นของแถม แอนโทนี วอรอล ทอมสัน เจ้าของร้านอาหารนอตติ้งกริล ให้ความเห็นเกี่ยวกับการที่บรรดาผู้ประกอบการทั้งหลายต่างประกาศตนเป็นร้าน อาหารปลอดบุหรี่ว่า ร้านอาหารปลอดบุหรี่กลายเป็นจุดขายและเป็นกลุยทธ์เพื่อสร้างความพึงพอใจให้ ลูกค้า บ๊อบ คอตตัน ประธานบริหารสมาคมภัตตาคารอังกฤษกล่าวว่า ผลจากการที่รัฐสภาไอแลนด์ออกพระราชบัญญัติเกี่ยวกับการห้ามสูบบุหรี่ด้วย ซึ่งทำให้ความคิดเห็นของประชาชนส่วนใหญ่เปลี่ยนไปเป็นให้ความร่วมมืออย่างดี ผมเชื่อว่าพวกเขาจะไม่หยุดกินหยุดดื่มเพียงเพราะไม่ได้สูบบุหรี่หรอกครับ เกี่ยวกับความตื่นตัวของร้านอาหารปลอดบุหรี่ในอังกฤษนี้ เอียน วิลมอร์ ตัวแทนของสมาคมแพทย์อังกฤษกล่าวว่า ผมไม่แน่ใจว่ากระแสการเปลี่ยนแปลงนี้จะมาจากตัวประชาชนหรือเกิดจากการโหม โฆษณาเพื่อจุดมุ่งหมายทางการค้าหรือเปล่า แต่ก็ต้องยอมรับว่าสิ่งนี้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงและมีแนวโน้มที่จะขยาย ตัวมากขึ้นเรื่อยๆ และสมาคมแพทย์อังกฤษจะได้สนับสนุนเรื่องนี้ต่อไป เห็นความตื่นตัวของคนอังกฤษแล้ว มาเทียบกับบ้านเรา เป็นที่น่ายินดีที่บ้านเราก็มีกระแสตื่นตัวกับเรื่องนี้พอสมควร เฉพาะในกรุงเทพฯ มีร้านอาหารปลอดบุหรี่ประมาณ 500 ร้าน เพราะทุกคนก็อยากมีความสุขกับอาหารจานอร่อยโดยที่ไม่ต้องมีควันบุหรี่รบกวน แล้วร้านอาหารของคุณล่ะ ปลอดบุหรี่หรือยัง ถ้ายัง... สนใจเข้าร่วมโครงการร้านอาหารปลอดบุหรี่ ติดต่อ มูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ โทร. 02-2781828 แหล่งข้อมูล http://member.globalink .org/46388

เรือโทมานิตเสณะวีณิน ร.น.เกิดเมื่อปี พ.ศ.2440 ปีเดียวกับขุนวิจิตรมาตราแก่กว่าพรานบูรพ์และครูเวส สุนทรจามร 4 ปี บิดาชื่อครูเบี๋ยว เป็นครูสอนในโรงเรียนและเล่นออร์แกน ไวโอลิน ประจำโบสถ์ของวัดคาธอลิก เป็นตระกูลของนักดนตรี อาศัยอยู่หน้าวัดญวนสามเสนติดกับโรงเรียนเซ็นต์คาเบรียล ได้ศึกษาด้านการดนตรีกับบิดาบาทหลวงและครูฝรั่งจึงเป็นผู้ที่มีความรู้ ความชำนาญในด้านการดนตรีแบบสากลคนหนึ่ง นอกจากจะเล่นไวโอลินได้ดีแล้ว ยังฝึกหัดเครื่องดนตรีอื่นๆ อีก เช่นเปียโน และแซ็กโซโฟน เป็นต้น เข้ารับราชการในกรมทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ในตำแหน่งผู้ช่วยครูเครื่องสาย ฝรั่ง ยศ นายสิบโท ได้รับพระราชทานนามสกุลจากล้นเกล้ารัชกาลที่ 6 ว่า เสนะวีณิน ซึ่งมีความหมายว่าเสนา คือทหารวีณิน คือ พิณ เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม พ.ศ.2460 ร.ท.มานิต เสนะวีณิน ร.น.ได้มีโอกาสแสดงฝีมือด้านสีไวโอลินเป็นที่ประทับใจเจ้าฟ้าอัษฎางค์เดชา วุธ กรมหลวงนครราชสีมา เสนาบดีทหารเรือ ในสมัยนั้นจึงทรงชักชวนให้เข้ามารับราชการเป็นหัวหน้ากองดุริยางค์ทหารเรือ ของพระองค์ มียศเป็นว่าที่เรือตรี และได้เลื่อนยศขึ้นเป็นเรือโท ในเวลาต่อมา ได้มีโอกาสเป็นพระอาจารย์สอนดนตรีแก่พระราชวงศ์ชั้นผู้ใหญ่หลายพระองค์ รวมทั้งท่านผู้หญิงแผ้วสนิทวงศ์ผู้เชี่ยวชาญด้านนาฏศิลป์ กรมศิลปากร ซึ่งเรียนเปียโนจากร.ท.มานิต เสนะวีณิน ในช่วงเวลานั้นซึ่งท่านเล่าว่าฝีมือในการเล่นเปียโนนั้นเล่นได้ไพเราะมาก จนเจ้าฟ้าอัษฎางเดชาวุธ กรมหลวงนครราชสีมาสนับสนุนส่งไปดูงานด้านดนตรีที่กรุงโรมประเทศอิตาลีด้วย เมื่อเจ้าฟ้าอัษฎางเดชากุล กรมหลวงนครราชสีมาสิ้นพระชนม์ ร.ท.มานิตฯ ได้ขอลาออกจากราชการไปทำธุรกิจส่วนตัวที่ต่างจังหวัดและกลับเข้ามาทำงานด้าน ประพันธ์เพลงให้กับบริษัทศรีกรุงภาพยนตร์ในปี พ.ศ.2476 โดยมีขุนวิจิตรมาตราเป็นผู้ประพันธ์คำร้องคู่กันเรื่อยมา โดยส่วนตัวนั้นร.ท.มานิตเสนะวีณิน ร.น.เป็นคนชอบดนตรีมากเป็นพิเศษถึงขนาดลงทุนซื้อเครื่องดนตรีไว้ครบชุดและ ตั้งวงดนตรีของตนเองขึ้น โดยใช้ชื่อว่าวงมานิตแจ๊สที่พิเศษไปกว่านั้นก็คือนักดนตรีนักร้องทุกคนของวง ดนตรีวงนี้เป็นผู้หญิงล้วน ซึ่งเป็นเรื่องที่โด่งดังมากในยุคสมัยนั้น นอกเหนือจากการเป็นหัวหน้าวงดนตรีให้บริษัทศรีกรุงภาพยนตร์แล้วยังเป็นผู้ จัดการร้านจำหน่ายแผ่นเสียงของบริษัทศรีกรุง และรับจ้างปรับเสียงเครื่องเปียโนอีกด้วย เดือนกรกฎาคม พ.ซ.2489 ในบั้นปลายของชีวิตนั้นเนื่อจากเป็นคนสูบบุหรี่จัดเมื่อมีอาการด้วยปวดหัว ตัวร้อน และมีไข้ความร้อนสูง อยู่เพียง 2 - 3 วัน ก็หมดสติไม่รู้สึกตัวเฉียบพลัน และเสียชีวิตที่โรงพยาบาลวชิระในวันรุ่งขึ้นด้วยเส้นโลหิตในสมองแตก รวมอายุได้เพียง 39 ปีเท่านั้น โดย คีตา พญาไท 9 กันยายน 2547 16:32 น. ผู้จัดการออนไลน์

ศิลปกรรมยอดเยี่ยมแห่งอาเซียนภายใต้ร่มเงาของควันพิษ
ผลงานการสร้างสรรค์ศิลปะและประดิษฐกรรมทางวัฒนธรรมที่สืบสานกันมาทุกยุคทุก สมัย ตั้งแต่อดีตอียิปต์โบราณจนกระทั่งถึงสังคมเมืองยุคหลังสมัยใหม่ ล้วนแต่ตกอยู่ภายใต้การรับใช้ทางอำนาจของผู้ปกครองทั้งทางตรงและทางอ้อม แน่นอนว่าก้อนผลึกทางศิลปะและวัฒนธรรมนั้น เปรียบเสมือนเป็นกลไกหรือเครื่องมือของผู้กุมอำนาจทางการเมือง การปกครอง เศรษฐกิจ และสังคม ใช้ให้เกิดแรงศรัทธา เชื่อถือ ตามเงื่อนไขที่ตนเองอยากจะให้เป็น เพื่อรักษาสถานภาพ หรือภาพลักษณ์ภายใต้การลวงของศิลปะและวัฒนธรรม ซึ่งภายใต้ระบบการอุปถัมภ์ไม่ว่าในระบบใดก็ตาม ศิลปะ วัฒนธรรม มักจะตกอยู่ในวงล้อมของการอุปถัมภ์เสมอ และถือว่าเป็นอันดับแรกๆ ด้วยซ้ำ ในอดีตที่ผ่านมา ศิลปะ ถือว่าเป็นหน่วยทางกระบวนการสร้างสรรค์ที่ผู้มีอำนาจจะต้องเข้าไปอุปถัมภ์ ค้ำจุนในเรื่องของกีฬา อันเป็นเครื่องมือที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในร่างกายของคนสู่ความเป็น มนุษย์ที่สามารถจัดการได้ และควบคุมได้ภายใต้ระบบวิทยาศาสตร์การกีฬา กระบวนการผลิต นักกีฬานั้นต้องทุ่มทุนมหาศาลเพื่อให้ได้ความเป็น มนุษย์พิเศษ ที่มีความแปลกแยกแตกต่างจากมนุษย์เดินดินธรรมดา ซึ่งก็เหมือนการขุนคนในสมัยก่อน เพื่อไม่ได้ความเป็น "ช่าง" ขึ้นมาเพื่อมาทำงาน"ศิลปะ" ในหน่วยงานของตน ซึ่งสิ่งเหล่านี้ (ระบบอุปถัมภ์) ผู้คนสามัญมิอาจจะตรวจสอบได้ เพราะถือว่าเป็นผู้ทำลายกระบวนการสร้างสรรค์ จากการที่ไม่มีระบบตรวจสอบ หรือวิพากษ์วิจารณ์นี่เอง จึงทำให้ระบบอุปถัมภ์กินเนื้อที่เข้าไปทุกบริบทของสังคมจนกลายเป็นเรื่องที่ ดีงามไปทุกสัดส่วน ที่เห็นอย่างตำตาและน่าอดสูอย่างยิ่งก็คือการแทรกเข้ามามีส่วนในระบบอุป ภัมภ์ของบริษัทบุหรี่ (ยี่ห้อดังที่ถือครองส่วนแบ่งในตลาดทั่วโลกเกือบ 60-70%) ในการประกวดศิลปกรรมยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน ของบริษัทฟิลิป มอร์ริส ซึ่งใครๆ ก็รู้ว่าบริษัทนี้เป็นผู้ผลิตบุหรี่ยี่ห้อมาร์ลโบโร และแอล แอนด์ เอ็ม ที่ผู้คนเสพติดกันจนถอนตัวไม่ขึ้น พร้อมๆ กับคร่าละฆ่าชีวิตของนักเสพตายไปปีละหลายล้าน ภายใต้ควันพิษม่านหมอกสีดอกเลาที่บริษัทนี้เก็บเกี่ยวผลกำไรจากการฆ่าชีวิต มนุษย์ปีละหลายพันล้านดอลลาร์จึงต้องการที่จะสร้างภาพลักษณ์จากผู้ฆ่าเป็น นักบุญด้วยการเสียสละเศษเงินเพียงไม่กี่ล้านบาทมาสนับสนุนงานศิลปะ หรือกิจกรรมทางสังคมอื่นๆ ในนามผู้อุปถัมภ์ หรือพูดให้เพราะหน่อยก็ คืนกำไรให้สังคม อะไรทำนองนั้น คืนกำไรให้สังคม หรือคืนค่าสวดศพส่งวิญญาณจากผู้เสพบุหรี่และตายด้วยมะเร็งหรือผลข้างเคียง อื่นๆ ก็ว่าไป แต่การคืนค่าทำศพ แล้วมอบให้กับการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะนี่ซิ น่าเวทนาอย่างยิ่ง น่าเวทนาตรงที่ผู้รับก็ไม่เคยนึกเลยว่า เศษเงินที่ได้มานั้นคือชีวิต และวิญญาณของเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน บริษัทนี้ยิ่งใหญ่กว่าความเป็นประชาคมอาเซียน เพราะเขาสามารถนำชื่อนี้มาสร้างภาพลักษณ์ให้กับตัวเองโดยไม่ต้องลงทุนอะไร มาก แต่ลองคิดดูซิว่ากว่าจะมาเป็นกลุ่มประเทศอาเซียนได้นั้น ต้องลงทุนลงแรง กันขนาดไหน จู่ๆ ก็มาให้บริษัทบุหรี่นำชื่อมาชุบมือเปิบโดยไม่มีข้อสงสัยไต่ถามหรือตรวจสอบ กันเลยนี่กระมังที่เรียกว่า การคอร์รัปชันทางนโยบาย ถึงเวลาแล้วที่ประชากรศิลปินอาเซียนหรือกลุ่มอาเซียนจักต้องทบทวนระบบ อุปถัมภ์แบบมีชั้นเชิงเลศนัยจากบริษัทควันพิษแห่งนี้ ผลงานศิลปะยอดเยี่ยมทั้งหลายที่แบมือรับรางวัลกันมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2537 นั้น มันปนเปื้อนไปด้วยกลิ่นเน่าของซากศพที่กองเกินมาร่วม 10 ปี และสังเกตว่าปีนี้งานประกวดศิลปกรรมยอดเยี่ยมแห่งอาเซียนของบริษัทฟิลิป มอร์ริสนั้น กระทำกันอย่างปิดบัง ไม่เปิดเผยต่อสาธารณะแต่อย่างใด ประกวดกันราวกับว่า ศิลปะเป็นสิ่งต้องห้าม เป็นพื้นที่อันตราย ห้ามผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องเข้าไปในพื้นที่นั้นเด็ดขาด ซึ่งเรื่องนี้เจอเข้าอย่างจังในวันที่มีงานเลี้ยงรับรอง และมอบรางวัลที่หอศิลป์แห่งชาติ อันที่จริงก็มิได้มีเจตนาจะเข้าไปแดกดื่มอะไรฟรีๆ อย่างที่เข้าใจกัน แต่ต้องการเข้าไปพบเพื่อนศิลปินจากฟิลิปปินส์และอินโดนีเซีย แต่พอเดินจะเข้าประตูเท่านั้นแหละก็ไม่รู้ยามพันธุ์ไทยมาจากไหนปรี่เข้ามา ชี้หน้าด่ากราดว่า ไม่ต้องเข้ามาพวกทำลายชาติ พอได้ยินคำนี้เข้าเต็มสองหูก็เกิดอาการงงยิ่งกว่าโดนไม้หน้าสามตีท้ายทอย แต่ก็ตอบด้วยมธุรสวาจาว่า ผมต้องการเข้าไปพบเพื่อนศิลปินข้างในหอศิลป์ แต่ยามพันธุ์ไทยก็ยังตะเบ็งเสียง ทำลายชาติ ให้ได้ยินอยู่ตลอดแต่ก็ไม่ตอบอะไร เดินหันหลังกลับโทรเข้าไปหาเพื่อนที่หลุดรอดเข้าไปได้อย่างไร? (ไพศาล เปลี่ยนบางช้าง) บอกว่า ผมกลับไปตั้งสติที่ร้านเจนคาเฟ่น่ะ เพราะโดนข้อหาทำลายชาติอีกแล้ว นี่คือบริบทของงานศิลปกรรมยอดเยี่ยมแห่งอาเซียนในปีนี้ที่ดำเนินไปอย่างจืด ชืดและเงียบเหงาราวกับงานแสดงศิลปกรรมแห่งป่าช้า และที่สำคัญไปกว่านั้นในช่วงที่มีงานศิลปกรรมยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน ภายใต้ร่มเงาของควันพิษนั้น ก็ปรากฏว่ามีงานกิจกรรมศิลปกรรมปลอด (บริษัท) บุหรี่ ขึ้นในวันที่ 8 สิงหาคม 2547 ที่บริเวณสวนสันติชัยปราการ ถ.พระอาทิตย์ แม้จะเป็นงานแสดงศิลปะที่เกิดจากกลุ่มศิลปินเล็กๆ ที่รวมตัวกันราวๆ 20 กว่าคน ร่วมกันสร้างสรรค์งานภาคสนามขึ้นมาที่มีทั้งศิลปะการแสดงสด ภาพถ่ายประติมากรรม จิตรกรรม และสื่ออื่นๆ เริงเล่นอยู่ท่ามกลางพื้นที่สาธารณะที่มีผู้คนไหลวนเวียนอยู่ตลอดเวลา ถามไถ่ถึงเรื่องราวของการแสดงงานอยู่ตลอดเวลาการแสดง เป็นงานศิลปะที่ไม่มีคำว่า ยอดเยี่ยม เพราะพื้นที่ทางศิลปะนั้นไม่ใช่พื้นที่ทางการแข่งขัน แต่เป็นพื้นที่ทางการแข่งขัน แต่เป็นพื้นที่ของการสร้างสรรค์ เปล่งประกายทางความคิดออกมาให้สาธารณชนได้เสพชม ค้นหา และอย่างน้อยที่สุด ณ วันนี้ระบบตรวจสอบจากสาธารณะโดยมีกระบวนการสร้างสรรค์ศิลปะในรูปแบบเดียวกัน ได้ปักหมุดหมายของมันบนแผ่นดินผืนนี้เรียบร้อยแล้ว และเฝ้ารอวันเบ่งบานจากการสร้างสรรค์ของศิลปินอย่างรู้เท่าทัน อ.ถนอม ชาภักดี คอลัมน์ "ศิลป์ปริทัศน์" เนชั่นสุดสัปดาห์ ฉบับที่ 641 13 กันยายน 2547

บริษัทบุหรี่ต่างชาติกำลังรุกเข้ามาหาลูกค้าในประเทศไทย หน้าฉากแสดงบทบาทของนักบุญมอบเงินให้กับองค์กรการกุศลเพื่อจัดกิจกรรมต่างๆ แต่หลังฉากกำลังล่าลูกค้าวัยรุ่น เราจึงจัดทีมนักสืบข่าวกรองที่คอยเฝ้าระวังบริษัทบุหรี่ ให้เบาะแสกับทางผู้รับผิดชอบได้ตรวจจับ เมื่อเร็วๆ นี้ เราได้รับแจ้งว่าจะมีคอนเสิร์ตที่ผับแถวสุขุมวิท มีการเปิดแสดงดนตรี โดยใครที่ไปดูจะได้รับแจกบุหรี่หรือซื้อบุหรี่ 5 ซองจะได้ดูคอนเสิร์ตฟรี ครั้งแรกเราไปไม่ทันด้วยข้อมูลไม่ละเอียด ครั้งที่ 2 มีคนโทรเข้ามาแจ้งอีก ซึ่ง 1 ในนั้นเป็นคุณพ่อ มีอาชีพเป็นทนายความ ด้วยความเป็นห่วงกลัวลูกชายจะติดบุหรี่เพราะลูกได้ไปดูคอนเสิร์ตครั้งที่ 1 มาแล้ว และมาขอเงินเพื่อจะเอาไปซื้อบัตรคอนเสิร์ตครั้งที่ 2 ซึ่งจัดที่ผับแถวบริเวณสวนจตุจักรตรงข้ามตลาดอตก. ชื่อผับโฟรฮันเดรต (400) เมื่อได้ข้อมูล เราก็ได้ไปสำรวจสถานที่ ประสานกับเจ้าหน้าที่สน. ที่รับผิดชอบในเขตนั้นว่าเราจะมาตรวจจับที่ผับนี้ ในวันงานมีการจัดซุ้มหน้าร้านสวยงาม และได้ยินวัยรุ่นพูดกันว่า ซื้อบัตรแล้วได้บุหรี่ เราก็เลยให้ทีมงานของเราซึ่งเป็นวัยรุ่นเข้าไปซื้อบัตรและรับบุหรี่มา 1 ซอง ส่วนเจ้าหน้าที่ก็แสดงตัวว่าเป็นใคร แล้วก็นำเจ้าของร้านไปบันทึกข้อความ เจ้าของร้านบอกกับเราว่า มีคนเข้ามาเสนอว่าจะเอาวงดนตรีมาเล่น แล้วบริษัทเหล้าออกค่าวงดนตรี แต่มีข้อแม้ว่าต้องตั้งบูธเหล้าโชว์ แล้วก็มีบริษัทบุหรี่ขอเข้ามาสนับสนุนด้วย แต่ต้องซื้อบุหรี่แล้วก็โปรโมทบุหรี่ด้วย (ไม่ได้ให้ฟรี) ก็คือซื้อบัตร 100 ฟรี บุหรี่ 1 ซอง ยี่ห้อ Pall-more ของบริษัทบริติช อเมริกันโทแบคโค วงดนตรีคือบอดี้แสลม มีโปรแกรมเดินสาย 10 ทริปในลักษณะนี้ แต่พอเราทำการจับกุมก็เงียบหายไป เจ้าของร้านไม่ยอมซัดทอดต่อ ยอมจ่ายค่าปรับเรื่องก็จบ แต่ทางเราได้ให้พนักงานสอบสวนขยายผลต่อ ตรงนี้จึงต้องช่วยกันเฝ้าระวัง มันเป็นเทคนิคหนึ่งของประเทศที่มีการห้ามโฆษณาที่เข้มงวด ที่น่ากลัวคือ เขาบุกตลาดซึ่งมองแล้วว่าจะเป็นลูกค้าของเขาในอนาคตอีก 20 ปีข้างหน้า นั่นก็คือวัยรุ่น คือลูกหลานของพวกเรา เพราะฉะนั้นอยากให้ครอบครัว สังคม ช่วยกันเฝ้าระวัง

คำกล่าวแสดงมุทิตาจิตเนื่องในงานเกษียณอายุราชการ ศ.น.พ.ประกิต วาทีสาธกกิจ (10 กันยายน 2547)
คำนำของรายงานการศึกษาเรื่องวิวัฒนาการของการควบคุมการบริโภคยาสูบในเมือง ไทย ซึ่งเขียนโดย ประเวศ วะศี (18 กรกฎาคม 2542) มีดังนี้ เรื่องที่เป็นมงคลอย่างยิ่งอย่างหนึ่งในสังคมไทย คือการควบคุมการบริโภคยาสูบในประเทศไทย ที่ว่าเป็นมงคล เพราะเป็นการทำเพื่อเพื่อนมนุษย์จำนวนมาก และทำอย่างได้ผลในประเทศไทย ถ้าเราไปประเทศอื่นในเวลานี้ไม่ว่าจะเป็นญี่ปุ่น ฝรั่งเศส พม่า มาเลเซีย ล้วนยังเหม็นควันบุหรี่ เพราะการสูบบุหรี่ในที่สาธารณะยังแพร่หลาย และมีการโฆษณาบุหรี่กันอย่างโจ๋งครึ่ม ประเทศไทยนั้นกลิ่นสะอาดกว่าเป็นอันมาก และไม่มีทัศนะอุจาดจากการโฆษณาบุหรี่ ที่ว่าโฆษณาบุหรี่เป็นทัศนะอุจาด เพราะเป็นสื่อแห่งความตาย... บางส่วนของคำนำดังกล่าวข้างต้น ผมถือว่าเป็นคำประกาศเกียรติคุณของศาสตราจารย์นายแพทย์ประเวศ วะสี ที่ต้องการให้สังคมไทยได้ทราบ หากถามผมในฐานะที่เป็นผู้ทำการศึกษาเรื่องนี้ว่าอะไรเป็นปัจจัยที่สำคัญที่ สุดที่ทำให้การควบคุมการบริโภคยาสูบในเมืองไทยประสบความสำเร็จอย่างน่าพอใจ ผมไม่ลังเลใจที่จะตอบว่า เพราะการเกิดขึ้นและดำรงอยู่ขององค์กรพัฒนาเอกชนแห่งหนึ่งที่จัดตั้งขึ้นภาย ใต้ชื่อ โครงการรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ ในมูลนิธิหมอชาวบ้าน (ต่อมาองค์กรแห่งนี้ได้พัฒนามาเป็นมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่) โดยมีอาจารย์หมอประกิต วาทีสาธกกิจ เป็นเลขาธิการ และคุณบังอร ฤทธิ์ภักดี เป็นผู้ช่วยเลขาธิการของโครงการรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ ด้วยการกำหนดยุทธศาสตร์ ตลอดจนมีกระบวนการและวิธีการทำงานที่ถูกต้องเหมาะสม จึงทำให้โครงการฯ ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในเวลาอันสั้น อาจารย์หมอประกิต ได้กำหนดยุทธศาสตร์ที่สำคัญยุทธศาสตร์หนึ่ง คือ ไม่ต่อต้านผู้สูบบุหรี่ แต่เรียกร้องให้ทุกคนในสังคมช่วยกันสร้างสังคมปลอดบุหรี่ ดังนั้น กระบวนการและวิธีการทำงานตามยุทธศาสตร์ดังกล่าวข้างต้น จึงได้ขยายเครือข่ายออกไปอย่างรวดเร็ว เพราะแม้แต่ผู้ป่วยด้วยโรคอันเนื่องจากการสูบบุหรี่ รวมทั้ง ผู้สูบบุหรี่โดยทั่วไปก็ให้ความร่วมมือ จนในที่สุดคนในเกือบทุกภาคทุกส่วนในสังคมไทยได้มีส่วนร่วมในการสร้างสังคม ปลอดบุหรี่จนถึงทุกวันนี้ ผมเข้าใจว่า ปัจจัยสำคัญที่ทำให้โครงการฯ นี้ ได้รับผลสำเร็จที่น่าพอใจ คือ ความเป็นครูแพทย์ของอาจารย์หมอประกิต และการใช้ฐานของโรงเรียนแพทย์ แสดงบทบาทในการสร้างเสริมสุขภาพ ทำให้ได้รับความเชื่อถือศรัทธาจากสาธารณชนอย่างสูง และอาจกล่าวได้ว่าเป็นโรงเรียนแพทย์แห่งเดียวที่มีรูปธรรมในการสร้างเสริม สุขภาพเชิงรุกที่ชัดเจนที่สุด ความเป็นแพทย์เฉพาะทางด้านโรคปอด ที่ทำหน้าที่ให้ข้อมูลและความรู้ต่อสาธารณชนเป็นระยะๆ อย่างสม่ำเสมอ จนได้รับการยอมรับอย่างสูงจากสื่อมวลชน แต่ปัจจัยที่สำคัญที่สุด คือ ความเป็นตัวตนของอาจารย์หมอประกิตนั่นเอง เพราะนอกเหนือจากความรู้ความสามารถทางวิชาการแล้ว ความมีอัธยาศัยไมตรี ความเป็นกันเอง ความเป็นมิตรกับผู้คน โดยไม่เลือกชั้นวรรณะ หรือสถานภาพทางสังคม เป็นคุณลักษณะอันโดดเด่นที่ยากจะมีผู้ใดเสมอเหมือน ลักษณะของความเป็นผู้อ่อนน้อมอย่างเสมอต้นเสมอปลายของอาจารย์หมอประกิตนั้น หากเปรียบเทียบกับรวงข้าวในท้องทุ่งสีทอง ท่านก็เป็นเสมือนข้าวรวงใหญ่ ที่ข้าวทุกเมล็ดอวบอ้วน ซึ่งรวงจะโน้มตัวลงต่ำ ยังความชื่นใจให้แก่ชาวนาผู้เป็นเจ้าของหรือแม้แต่ผู้พานพบ ต่างจากข้าวรวงเล็กๆ ที่มักจะเหยียดตัวขึ้นสูง ยิ่งถ้าเมล็ดลีบอีกด้วย ก็จะเหยียดตรงเลยทีเดียว ดังนั้น จึงอย่าได้แปลกใจเลยว่าทำไมเครือข่ายการรณรงค์เพื่อการไม่สูบุหรี่จึงขยาย ตัวออกไปทั้งในและนอกประเทศอย่างกว้างขวาง อีกไม่กี่วันข้างหน้าอาจารย์หมอประกิต จะเกษียณอายุราชการ และจะพ้นจากตำแหน่งคณบดีคณะแพทยศาตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี หลังจากที่ได้ทำหน้าที่อย่างสมเกียรติใน 2 สมัยที่ผ่านมา แต่คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มิใช่ทั้งหมดของท้องคัคนานต์แห่งวงการสุขภาพไทย ณ บัดนี้ อินทรีหนึ่งได้โบยบินสู่ฟ้ากว้าง มีอิสรภาพ เสรีภาพที่จะเลือกทำในสิ่งที่ตนชอบ และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อสังคมไทย ไม่ต้องเสียเวลากับเรื่องไร้สาระหรือเสียเวลาไปกับการต้องทำความเข้าใจ หรือต้องส้องเสพเสวนากับคนพาลที่ชอบใช้อำนาจบาตรใหญ่ ด้วยสุขภาพที่ยังแข็งแรง ด้วยสมองที่หาได้ยาก ด้วยประสบการณ์ชีวิตที่น้อยคนนักจะประสบ และด้วยจิตใจที่เห็นอกเห็นใจคนที่ตกทุกข์ได้ยาก รวมทั้งด้วยทุนทางสังคมที่สั่งสมมาชั่วชีวิต คงจะไม่เป็นการคาดหวังที่มากเกินไป หากผมจะตั้งความหวังว่า อินทรีผู้นี้จะยังรังสรรค์คุณูปการให้แก่วงการสุขภาพ และสังคมไทยอีกไม่น้อย นพ.ชูชัย ศุภวงศ์

แพทย์เรียกร้องให้ตระหนักถึงอันตรายของควันบุหรี่
ในงานประชุมประจำปีของสมาคมแพทย์ชาวอังกฤษ ดอกเตอร์ปีเตอร์ แมคไกวล์ได้เซ็นชื่อลงบนแบบฟอร์มสั่งยาขนาดใหญ่ต่อหน้าแพทย์ประมาณ 500 คน เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลจัดสถานที่ทำงานให้ปลอดบุหรี่ทั้งหมด ในขณะที่ดอกเตอร์แมคไกวล์ได้นำเสนอสาระของการประชุมครั้งนี้ซึ่งเกี่ยวกับ การเฉลิมฉลองความสำเร็จที่สาธารณรัฐไอร์แลนด์ ได้นำร่องในเรื่องของสถานที่ปลอดบุหรี่ เขายังได้อ่านจดหมายบางส่วนที่เขียนโดยกลุ่มแพทย์ที่มีมากกว่า 4,500 ฉบับ ในการที่จะเรียกร้องให้รัฐบาลออกกฏหมายห้ามการสูบบุหรี่ในที่สาธารณะ โดยจดหมายทั้งหมดนี้ได้ดำเนินการส่งมอบให้กับนายกรัฐมนตรีในวันที่ 5 กรกฎาคม ที่ผ่านมา นี่คือ ข้อความบางส่วนที่คัดลอกมาจากจดหมาย "ในฐานะของหมอคนหนึ่ง ข้าพเจ้าต้องเข้าไปเกี่ยวข้องกับความสูญเสียอย่างร้ายแรงจากผลกระทบของการ สูบบุหรี่ เพราะบุหรี่ยังคงเป็นสาเหตุสำคัญที่ก่อให้เกิดโรค ที่สามารถป้องกันได้ในประเทศอังกฤษ และยังเป็นสาเหตุหลักของการเสียคุณภาพชีวิตที่ดี" "ในฐานะของหมอที่ได้ทำการวิจัยเกี่ยวกับภาวะที่มีผลกระทบต่อกระดูกสันหลัง และทรวงอกของเด็ก ข้าพเจ้าทราบว่า ผลกระทบของควันบุหรี่มือสองต่อทารกและเด็กนั้นรุนแรงเพียงใด" "ข้าพเจ้ามีประสบการณ์จากครอบครัวหนึ่งที่มีแม่สูบบุหรี่ และลูกน้อยของเธอต้องเข้าโรงพยาบาลเป็นประจำ เนื่องจากเป็นโรคหอบหืดอย่างรุนแรง แต่แม่ของเด็กคนนั้นก็ไม่เคยคิดที่จะหยุดสูบบุหรี่เลย" ในช่วงต้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ทางสมาคมได้กระตุ้นและเชิญชวนให้แพทย์มากกว่า 1,000 คน ช่วยกันเขียนจดหมายถึงนายกรัฐมนตรีในเรื่องดังกล่าวเพื่อแสดงให้เห็นตัวเลข ของผูู้ที่ต้องเสียชีวิตจากควันบุหรี่มือสองที่มีถึงปีละ 1,000 คนในแต่ละปี ซึ่งหลังจากนั้นไม่นานจดหมายที่ถูกส่งกลับมามีมากถึง 4,500 ฉบับเลยทีเดียว ในประเทศอังกฤษนั้น กลุ่มคนทำงานประมาณ 3 ล้านคน เป็นผู้ที่ต้องสูดควันบุหรี่มือสองเป็นประจำ และประมาณ 1 ล้าน 3 แสนคน ต้องสูดควันเหล่านี้อย่างน้อยที่สุด 75 เปอร์เซนต์ของเวลาทำงาน ซึ่งกลุ่มคนที่ทำงานอยูู่ในระดับแรงงาน ขั้นต่ำเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่อการสูดดมควันมากที่สุด ดอกเตอร์แมคไกวล์ ในฐานะที่ปรึกษาจากไอร์แลนด์เหนือ และผู้แทนของประธานสมาคมแพทย์ชาวอังกฤษ ได้กล่าวด้วยว่า "ผมอาศัยอยู่ที่ไอร์แลนด์เหนือ แต่ต้องเดินทางลงมาที่สาธารณรัฐไอร์แลนด์ เพื่อมาดื่มเบียร์ เพราะผมรู้ว่าที่นี่ผมมีทางเลือกมากกว่า ที่จะลิ้มรสการดื่มเบียร์ในผับที่ปราศจากควันบุหรี่ และผมไม่เห็นว่าการห้ามสูบบุหรี่ในที่สาธารณะในไอร์แลนด์มีผลเสียหายใดๆ กับธุรกิจ ตรงกันข้ามธุรกิจที่นี่กลับโตขึ้นเร็วมาก ซึ่งผมเห็นว่าสถานที่ปลอดบุหรี่ก็คือการที่ผูู้คนจะไม่ต้องสูญเสียชีวิตนั่น เอง" เขายังได้กล่าวเพิ่มเติมว่า "รัฐบาลอังกฤษต้องมีความกล้าหาญที่จะทำตามอย่างประเทศและเมืองแกนนำอย่าง ไอร์แลนด์ นิวยอร์ค และนอร์เวย์ได้แล้ว" มีหลักฐานยืนยันแน่ชัดว่าควันบุหรี่มือสองก่อให้เกิดโรคมะเร็งปอด โรคหัวใจ และโรคติดเชื้อทางเดินหายใจ http://www.medicalnewstoday.com

ภูฐานประเทศแรกในโลกที่จะปลอดบุหรี่
ผมเพิ่งกลับจากการไปเจรจาความร่วมมือทางด้านการศึกษาทางการแพทย์ และสาธารณสุขระหว่างมหาวิทยาลัยมหิดลกับหน่วยงานต่างๆ ของรัฐบาลภูฏาน มีเรื่องที่น่าสนใจเกี่ยวกับความก้าวหน้าในการควบคุมการสูบบุหรี่ของที่นั่น มาเล่าสูู่กันฟัง ภูฏานเป็นประเทศเล็กๆ ที่อยู่เหนือสุดของประเทศอินเดียติดกับประเทศธิเบต กว่า 90 เปอร์เซนต์ ของพื้นที่เป็นภูเขาและมีขนาดเท่าประเทศสวิสเซอร์แลนด์ ประกอบด้วย 20 อำเภอ มีประชากรทั้งสิ้น 700,000 กว่าคน นับถือศาสนาพุทธ นิกายมหายาน รัฐบาลภูฏานกำหนดนโยบายว่า "จะเป็นประเทศแรกในโลกที่ปลอดบุหรี่" ขณะนี้มี 18 อำเภอที่ห้ามขายบุหรี่แล้ว เหลือเพียงเมืองหลวงกับอีกอำเภอหนึ่งที่ยังไม่ได้ห้ามขาย แต่ก็เห็นคนสูบบุหรี่น้อยมาก ไม่มีการปลูกใบยาสูบ ทั้งๆ ที่มีภูมิอากาศที่เหมาะสมแก่การปลูกใบยา เขาทำได้อย่างไร? เขาใช้ศาสนาพุทธเป็นเครื่องมือในการดำเนินนโยบายนี้ ชาวภูฏานเคร่งศาสนามาก ไม่ฆ่าแม้แต่ไก่ หมู หรือจับปลาในแม่น้ำมากิน โดยไก่หรือหมูจะถูกฆ่าโดยชนชาวอื่นที่มีจำนวนน้อยในภูฏาน หรือนำเข้าสัตว์ที่ฆ่า แล้วจากประเทศอินเดีย เมื่อเคร่งศาสนา และบุหรี่ถูกจัดอยูู่ในสิ่งเสพติดที่ทำลายสุขภาพตามศีลข้อที่ห้า ชาวภูฏานจึงไม่สูบบุหรี่และ 18 อำเภอจาก 20 อำเภอ ห้ามขายบุหรี่ดังที่กล่าวแล้ว สำหรับพระภิกษุสงฆ์แล้ว ไม่มีใครสูบบุหรี่เลย น่าสนใจมาก แม้ว่าชั่วชีวิตผมคงจะไม่มีโอกาสที่จะเห็นจังหวัดใดจังหวัดหนึ่ง หรืออำเภอใดอำเภอหนึ่งในประเทศไทยไม่ขายบุหรี่ แต่ผมยังหวังว่าจะได้เห็นพระภิกษุสงฆ์ไทยไม่มีการสูบบุหรี่ในชั่วชีวิตผม ผมคิดว่า เป็นเรื่องที่เป็นไปได้เพราะยี่สิบปีที่ผ่านมาที่พวกเราช่วยกันรณรงค์ ประเพณีการถวายบุหรี่แด่พระภิกษุสงฆ์ก็เกือบจะหมดไปจากประเทศไทยแล้ว อัตราการสูบบุหรี่ของพระภิกษุสงฆ์ก็ลดลงไปมาก และ "โครงการวัดปลอดบุหรี่" จะเป็นเครื่องมือที่นำสังคมไทยไปยังจุดนั้นได้ ศ.น.พ.ประกิต วาทีสาธกกิจ เลขาธิการมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่

เราติด บุหรี่หรือภาพตัวแทนของบุหรี่กันแน่
บ่อยครั้งที่ตัวเองหรือคนใกล้ตัวที่เคยสูบบุหรี่ เคยคุยกันถึงการหยุดสูบบุหรี่ในช่วงเวลาสั้นๆ เช่นกรณีของเพื่อนผมที่กลับบ้านต่างจังหวัด ได้พบครอบครัว ซึ่งในช่วงเวลานั้น ตัวเขาเองก็สามารถหยุดสูบบุหรี่ได้ 1-2 อาทิตย์ โดยไม่มีความรู้สึกถึงความอยากที่จะสูบบุหรี่ หรือกรณีที่บางคนถ้าเปลี่ยนสถานที่หรือสภาพแวดล้อม ก็จะเกิดความรู้สึกของการอยากสูบบุหรี่ขึ้นมาทันที ทั้งที่ปรกตินั้นก็ไม่ได้สูบบุหรี่เป็นกิจวัตร หรือแม้แต่ในกรณีของตนเองนั้น การเลิกสูบบุหรี่มาได้ 7 เดือน ความรู้สึกที่มักจะดึงผมให้กลับมานึกสูบบุหรี่นั้น มักจะเป็นเรื่องของหลายๆ กรณี เช่น การได้พบเพื่อนหรือสังสรรค์กันในกลุ่มที่เคยสูบบุหรี่ สถานที่หรือบรรยากาศที่เคยสูบบุหรี่มาก่อน หรือการผ่อนคลายหลังจากทำงาน ฯลฯ แต่ถ้าต้องตัดความสัมพันธ์อันเชื่อมโยงต่อสถานการณ์นั้นกับการสูบบุหรี่ ผมกลับไม่มีความรู้สึกต้องการที่จะสูบบุหรี่เลย สิ่งนี้จึงเป็นกรณีที่น่าจะนำมาพิจารณาว่า จริงๆ แล้วเราสูบบุหรี่ตรงตัวบุหรี่ หรือเราสูบบุหรี่เพราะเป็นตัวแทนของบางอย่างที่เราเคยสัมพันธ์อยู่ ซึ่งภาพตัวแทนของบุหรี่นั้นมักจะเชื่อมโยงหรือเกี่ยวข้องกับบริบทของสถานที่ เช่น บรรยากาศ อุณหภูมิ ความเคยชิน หรือความรู้สึกทางด้านอารมณ์ เช่น ความสนุกสนาน ความเศร้า ประชดประชัน โกรธ ฯลฯ หรือภาพลักษณ์ที่บริษัทโฆษณาบุหรี่สร้างขึ้นมาเพื่อให้เป็นตัวแทนของความทัน สมัย ความมีรสนิยม ความเท่ หรือความเป็นคนรุ่นใหม่ ฯลฯ สิ่งเหล่านี้ที่กล่าวมาก็จะมีบุหรี่พ่วงท้ายอยู่เสมอ ถึงตอนนี้บุหรี่นั้นมิได้ทำหน้าที่มีรูปลักษณ์ของการมีไว้เพื่อสูบเพียง อย่างเดียวแล้ว แต่มันได้ทำหน้าที่ใหม่และสร้างสำนึกแบบใหม่ ที่มีอำนาจในการครอบงำความคิดและจิตใจ ของผู้คนได้ถึงรากเหง้าเลยทีเดียว ซึ่งภาพตัวแทนของบุหรี่ที่ถูกสร้างขึ้นจากบริษัทผู้ผลิต หรือจากจินตภาพของเราเอง ที่นำเอาภาพบุหรี่มาสวมทับกับเหตุการณ์หรือการเชื่อมโยงถึงสภาวะทางอารมณ์ ที่ผ่านมา หรือเป็นกับดักที่แยบยลที่เข้าสู่ด้านลึกของมนุษย์ สิ่งนี้เองที่ทำให้อิทธิพลของบุหรี่มีผลต่อผู้ที่ได้เสพอย่างมาก และการจะเลิกสูบบุหรี่จึงเป็นเรื่องที่ยากมากๆ สำหรับบางคน ส่วนในกรณีของคนทำงานศิลปะกับบุหรี่นั้น ภาพตัวแทนของบุหรี่ต่อคนทำงานศิลปะก็มักจะปรากฏออกมาได้หลากหลายกรณี บ้างก็ว่า สูบบุหรี่แล้วคิดงานออก บ้างก็บอกว่า เกิดจากความเคยชิน แต่สิ่งหนึ่งที่อาจจะสังเกตได้ โดยเฉพาะบุหรี่ที่เป็นตัวแทนของสัญชาติอเมริกันนั้น โดยภาพลักษณ์ตัวมันเองมาจากความเป็นอเมริกันคือความมีเสรีภาพทางความคิด การแสดงออกบวกกับความเป็นผู้นำสมัย อีกทั้งการตอกย้ำว่าเป็นประเทศพัฒนา มีอารยธรรมและโยนความต่ำต้อยทางวัฒนธรรมหรือการพัฒนาด้านต่างๆ ให้กับประเทศฝั่งเอเชีย โดยให้คำจำกัดความว่าเป็นประเทศที่ด้อยพัฒนาหรือประเทศโลกที่สาม อีกทั้งกระแสการปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่กำลังเฟื่องฟู ซึ่งมาพร้อมกับการตกต่ำของระบบปกครองแบบคอมมิวนิสต์และสังคมนิยม จึงทำให้ภาพลักษณ์ของสินค้าอุปโภค บริโภค หรือบุหรี่ ที่มาจากฝั่งค่ายประชาธิปไตยนั้น ถูกทาบทับไปด้วยคุณค่า ค่านิยม เสรีภาพทางความคิด การแสดงออก ความเป็นผู้นำ ความเป็นผู้พัฒนา ฯลฯ ซึ่งสิ่งนี้เป็นภาพตัวแทนที่ฝังอยู่ในตัวบุหรี่ ที่มาจากฝั่งตะวันตกและอเมริกา จึงไม่น่าแปลกใจที่บุหรี่เหล่านี้ เป็นสินค้าที่ทะลักเข้ามาประเทศทางฝั่งเอเชียอย่างมากมาย รวมทั้งความนิยมของผู้ที่ทำงานทางศิลปะที่สูบบุหรี่นอกก็คงต้องการภาพลักษณ์ หรือภาพตัวแทนที่ฝังอยู่ในตัวบุหรี่ หรือนอกเหนือจากรสชาติที่เชื่อว่ากลมกล่อมด้วยกระมัง การที่จะรู้เท่าทันกลวิธีทางการตลาดของบริษัทบุหรี่นั้น จึงต้องช่วยกันหลายฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นการให้ความรู้หรือข้อมูลเบื้องลึกและกว้างของบริษัทบุหรี่ อีกทั้งการช่วยรณรงค์ในทุกฝ่ายทั้งภาครัฐและเอกชน หรือหน่วยงานที่คำนึงถึงทางรอดในการไม่ตกเป็นเบี้ยล่างของบริษัทบุหรี่ โดย สุพจน์ ศิริรัชนีกร เครือข่ายศิลปินปลอดบุหรี่